วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

Facebook | เรียนรู้ชีวิตอย่างนอบน้อมกับคนเร่ร่อนไร้บ้าน

Facebook | เรียนรู้ชีวิตอย่างนอบน้อมกับคนเร่ร่อนไร้บ้าน

เรียนรู้ชีวิตอย่างนอบน้อมกับคนเร่ร่อนไร้บ้าน

Type:
Network:
Global
Start Time:
Sunday, January 24, 2010 at 6:35pm
End Time:
Wednesday, March 31, 2010 at 9:35pm



หลังจากที่ อิสรชน ได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วการทำงานกับคนเร่ร่อนไร้บ้าน ไม่ใช่การหยิบยื่นหากแต่เป็นการเรียนรู้ร่วมกันอย่างนอบน้อม โครงการโรงเรียนข้างถนน ก็ได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เราสลัดความเชื่อเดิม ๆ ความอหังการ์เดิม ๆ ที่เชื่อว่า เราคือผู้ไปสอนและไปหยิบยื่น ก็ลดน้อยลงไป อัตตาที่หลงตัวเองว่ากำลังทำดีก็จางหายไปเหลือแต่ความกระหายที่จะเรียนรู้ อย่างนอบน้อมกับคนเร่ร่อนไร้บ้านที่เราร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิตของเขา อยู่



เราเชื่อว่ามุมมองและแนวความคิดเรามีความต่างในเรื่อง ของการทำงานกับคนเร่ร่อนไร้บ้านกับคนอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง เพราะเรามองว่าการทำงานกับคนเร่ร่อนไร้บ้านนั้น คือการเข้าไปร่วมเรียนรู้เพื่อหาคำตอบของคำถามที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมถึงมีคนเร่ร่อนไร้บ้านจำนวนมากในสังคม และเกิดอะไรขึ้นในระบบครอบครัวปัจจุบันที่ปล่อยให้คนวัยกลางคนถึงผู้สูงอายุ ออกมาเร่ร่อนตามที่สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมากในรอบสองถึงสามปีที่ผ่านมา



เมื่อ เราตั้งหลักและตั้งแนวทางการทำงานของเราได้ดังนี้แล้วเราจึงเริ่มปรับทิศทาง การทำงานจากเดิมที่หมายมั่นปั้นมือที่จะลงมาหยิบยื่นมาเป็นการขอเข้ามาเรียน รู้ชีวิตในเชิงลึกอย่างนอบน้อม ร่วมกินร่วมนอนร่วมใช้ชีวิตบางช่วงบางตอนกับคนเร่ร่อนไร้บ้านแถว ๆ สนามหลวงและคลองหลอดเป็นเวลาต่อเนื่องประมาณ สองปีเศษ คำตอบและสิ่งที่ได้นั้นเกินความคาดหมายเป็นอย่างมาก



การบอก ต่อไปสู่สาธารณชนจึงเริ่มต้นขึ้นเราเชิญชวนให้ใครต่อใครที่สนใจจะเรียนรู้ เรื่องราวความเป็นจริงที่แตกต่างไปจากที่ได้ยินคำบอกเล่าหรือเข้าใจไปเองใน เรื่องราวของคนเร่ร่อนไร้บ้าน เราเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนเร่ร่อน ไร้บ้าน โดยมีเงื่อนไขง่าย ๆ คือ ขอให้มาอย่างเปิดใจและพร้อมที่จะเรียนรู้อย่างนอบน้อม อย่ามาอย่างคนฉลาดหรือคนที่รู้มาก แต่ให้มาอย่างคนใคร่รู้ มีคำถามที่จะมาหาคำตอบ แต่ไม่ใช่มาอย่างมีคำตอบอยู่แล้วในใจ เพียงแค่นี้ ใครก็ตามที่จะเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็จะได้สิ่งที่ค้นหาคำตอบกลับไป อย่างมากมายจนคาดไม่ถึง



การแสดงความนอบน้อมในการเรียนรู้ อย่างง่ายก็เห็นจะไม่พ้นการยกสองมือพนมไหว้คนเร่ร่อนไร้บ้านด้วยความ บริสุทธิ์ใจ และรอยยิ้มที่สะท้อนความจริงใจ รวมถึงการแสดงออกที่ไม่เสแสร้างแกล้งทำ เพียงแค่นี้ การเข้ามาสู่สังคมที่คุณเข้าใจไปเองว่ามันได้เลือนหายไปแล้วจากสังคมไทย อย่างที่คุณเองก็จะคาดไม่ถึงว่า ความเกื้อกูลกันในกลุ่มของคนยากไร้นั้นมีมากมายแถมยังเผื่อแผ่มาสู่คุณด้วย ซ้ำไป

ติดต่อได้ที่ คุณอัจฉรา 086-6282817
หรือร่วมบริจาคได้ที่ ธ.กรุงไทย เลขบัญชี 031-0-03432-9
หรือ ธ.กรุงเทพ เลขบัญชี 145-5-24762-5
ชื่อบัญชีสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน
http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.nairobroo.com%2F76%2Fmodules.php%3Fname%3DNews%26file%3Darticle%26sid%3D830#/event.php?eid=267399941679&ref=nf

NaiRobRoo.com - เดินถนน ชม "สามแพร่ง"

NaiRobRoo.com - เดินถนน ชม "สามแพร่ง"

ที่พักนักเดินทาง:

เดินถนน ชม "สามแพร่ง"


ติดประกาศ พุธ 24 ม.ค. 07@ 00:00:00 ICT โดย admin
"แพร่ง" เป็นคำที่ใช้เรียกทางแยกเป็นสามทาง ที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่า "ทางสามแพร่ง" ในกรุงเทพฯ มีทางชนิดที่ว่านี้มากมาย แต่ที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเห็นจะมีแต่แพร่งสรรพศาสตร์ แพร่งนรา และแพร่งภูธรเท่านั้น ชื่อของแพร่งทั้งสามเรียกขามตามพระนามของท่าเจ้าของวังที่ตั้งอยู่ในบริเวณ นั้น คือ วังกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ, วังกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และวังกรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์


ปัจจุบันย่านสามแพร่งเป็นแหล่งกินขึ้นชื่อนานาชนิด เริ่มจาก "แพร่งภูธร" ที่มีร้านไอติมกะทิสูตรโบราณ "นัฐพร" ซึ่ง มีไอศกรีมให้เลือกตั้งแต่กะทิ, นมสด, ช็อกโกแลต และกาแฟ ทั้งยังมีหน้าให้เลือกใส่มากมายได้แก่ ข้าวโพด, เผือก, ถั่วแดง, ลูกชิด, ถั่วลิสง และข้าวเหนียว เมื่อลิ้นได้สัมผัสกับรสไอศกรีมแล้ว สำหรับคนที่ชื่นชอบการกินไอศกรีม "ถ้วยเดียวอาจยังไม่พอ"

อาคารในย่านแพร่งภูธรนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะตะวันตก ซึ่งมีสถานที่สำคัญคือ "สุขุมาลอนามัย" เป็นสถานีอนามัยที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และเป็นสถานีกาชาดที่ 2 ในปัจจุบัน

อีกสถานที่หนึ่งในบริเวณย่านนี้ที่น่าสนใจ คือ "อู่วิเชียร" ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมรถออสตินและรถเก่าที่มากที่สุดแห่งหนึ่ง

นอกจากไอศกรีมกะทิสดแล้ว ก็ยังมีข้าวเหนียวมูนอันเลื่องชื่อ "ก. พานิช" ข้าวเหนียวร้านดังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 8 ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยของร้านนี้นั้น เน้นของที่ใช้ต้องสดและสะอาด ซึ่งได้ถ่ายทอดการทำมาจากบรรพบุรุษ ทำให้รสชาติยังคงความอร่อยไม่เปลี่ยนแปลงจนปัจจุบัน เดินถัดขึ้นมาอีกหน่อยไม่ควรพลาดชิม "ราดหน้า 40 ปี" ซึ่งการันตีความอร่อยกันมาค่อนอายุคนแล้ว ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม

ออกจากแพร่งภูธร ย่างเข้าสู่ "แพร่งนรา" ที่มาถึงแล้วต้องไม่พลาด "ขนมเบื้องแพร่งนราร้านเดิม" ซึ่งสืบทอดสูตรกันมาจากอดีตต้นเครื่องในวัง แป้งจึงมีความกรอบและหอมอร่อยกว่าที่อื่น ทั้งยังมีหน้าให้เลือกทั้งหน้าคาวและหน้าหวาน ให้เลือกกินตามแต่จะชอบใจ

พื้นที่บริเวณแพร่งนรานี้เป็นที่ตั้งของ "โรงเรียนตะละภัฏศึกษา" ซึ่งเดิมเคยใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทั้งยังใช้เป็นโรงละครร้องแห่งแรกของสยามด้วยซึ่งใช้ชื่อว่า "โรงละครปรีดาลัย"

ตัว อาคารเป็นตึกผสมไม้ หลังคามุงกระเบื้องเกล็ด ช่องหน้าต่างเป็นบานไม้แบบลูกฟักกระดานดุน ชายคา และด้านหน้าเฉลียง ประดับด้วยไม้ฉลุลายฝีมือละเอียดงดงาม เท้าแขนรองรับพื้นเฉลียง ทำเป็นไม้ทรงมุมฉากฉลุลายเป็นวงขด ซึ่งเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมที่นิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าอาคารหลังนี้ไม่ได้รับการซ่อมแซม จึงไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม หากแต่ความงดงามยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

และแล้วทีมงาน "นายรอบรู้" (น้อย) ก็ได้เดินมาถึงย่านสุดท้าย นั่นคือ "ย่านสรรพศาสตร์" ที่ยังเหลือ "ซุ้มประตูวังกรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจ" ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของย่านนี้

ซุ้ม ประตูวังของกรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจ สร้างขึ้นโดยเจ้ากรมช่างมหาดเล็กหรือช่างทองหลวง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงที่อิทธิพลของศิลปะตะวันตกกำลังเฟื่องฟู เห็นได้จากสถาปัตยกรรมจากซุ้มนี้ โดยตัวซุ้มทำเป็นกรอบประตูโค้งประดับแผ่นปูนปั้นที่กึ่งกลาง หน้าบันซุ้มเป็นวงโค้งซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ภายในหน้าบันเจาะเป็นช่อง กึ่งกลางเป็นช่องโปร่ง ตั้งรูปหล่อเทพธิดากรีกชูโคมไฟ รูปทรงเหมือนหม้อมีฝาครอบ

การเดินทาง
รถประจำทางสาย 2, 6, 9, 10, 12, 15, 35, 39, 42, 44, 47, 59, 60, 64, 70, 124, 157, ปอ. 8, 42, 44, 59, 60, 79, 157, 503, 509, 511 และ 512
แหล่งข้อมูล
-
เดินถนน ชมย่านเก่า
- www.bangkokbiznews.com
- www.manager.co.th

เรื่องและภาพ : ทีมงาน "นายรอบรู้" (น้อย)
http://www.nairobroo.com/76/modules.php?name=News&file=article&sid=830