วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

NaiRobRoo.com - เดินถนน ชม "สามแพร่ง"

NaiRobRoo.com - เดินถนน ชม "สามแพร่ง"

ที่พักนักเดินทาง:

เดินถนน ชม "สามแพร่ง"


ติดประกาศ พุธ 24 ม.ค. 07@ 00:00:00 ICT โดย admin
"แพร่ง" เป็นคำที่ใช้เรียกทางแยกเป็นสามทาง ที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่า "ทางสามแพร่ง" ในกรุงเทพฯ มีทางชนิดที่ว่านี้มากมาย แต่ที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเห็นจะมีแต่แพร่งสรรพศาสตร์ แพร่งนรา และแพร่งภูธรเท่านั้น ชื่อของแพร่งทั้งสามเรียกขามตามพระนามของท่าเจ้าของวังที่ตั้งอยู่ในบริเวณ นั้น คือ วังกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ, วังกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และวังกรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์


ปัจจุบันย่านสามแพร่งเป็นแหล่งกินขึ้นชื่อนานาชนิด เริ่มจาก "แพร่งภูธร" ที่มีร้านไอติมกะทิสูตรโบราณ "นัฐพร" ซึ่ง มีไอศกรีมให้เลือกตั้งแต่กะทิ, นมสด, ช็อกโกแลต และกาแฟ ทั้งยังมีหน้าให้เลือกใส่มากมายได้แก่ ข้าวโพด, เผือก, ถั่วแดง, ลูกชิด, ถั่วลิสง และข้าวเหนียว เมื่อลิ้นได้สัมผัสกับรสไอศกรีมแล้ว สำหรับคนที่ชื่นชอบการกินไอศกรีม "ถ้วยเดียวอาจยังไม่พอ"

อาคารในย่านแพร่งภูธรนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะตะวันตก ซึ่งมีสถานที่สำคัญคือ "สุขุมาลอนามัย" เป็นสถานีอนามัยที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และเป็นสถานีกาชาดที่ 2 ในปัจจุบัน

อีกสถานที่หนึ่งในบริเวณย่านนี้ที่น่าสนใจ คือ "อู่วิเชียร" ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมรถออสตินและรถเก่าที่มากที่สุดแห่งหนึ่ง

นอกจากไอศกรีมกะทิสดแล้ว ก็ยังมีข้าวเหนียวมูนอันเลื่องชื่อ "ก. พานิช" ข้าวเหนียวร้านดังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 8 ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยของร้านนี้นั้น เน้นของที่ใช้ต้องสดและสะอาด ซึ่งได้ถ่ายทอดการทำมาจากบรรพบุรุษ ทำให้รสชาติยังคงความอร่อยไม่เปลี่ยนแปลงจนปัจจุบัน เดินถัดขึ้นมาอีกหน่อยไม่ควรพลาดชิม "ราดหน้า 40 ปี" ซึ่งการันตีความอร่อยกันมาค่อนอายุคนแล้ว ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม

ออกจากแพร่งภูธร ย่างเข้าสู่ "แพร่งนรา" ที่มาถึงแล้วต้องไม่พลาด "ขนมเบื้องแพร่งนราร้านเดิม" ซึ่งสืบทอดสูตรกันมาจากอดีตต้นเครื่องในวัง แป้งจึงมีความกรอบและหอมอร่อยกว่าที่อื่น ทั้งยังมีหน้าให้เลือกทั้งหน้าคาวและหน้าหวาน ให้เลือกกินตามแต่จะชอบใจ

พื้นที่บริเวณแพร่งนรานี้เป็นที่ตั้งของ "โรงเรียนตะละภัฏศึกษา" ซึ่งเดิมเคยใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทั้งยังใช้เป็นโรงละครร้องแห่งแรกของสยามด้วยซึ่งใช้ชื่อว่า "โรงละครปรีดาลัย"

ตัว อาคารเป็นตึกผสมไม้ หลังคามุงกระเบื้องเกล็ด ช่องหน้าต่างเป็นบานไม้แบบลูกฟักกระดานดุน ชายคา และด้านหน้าเฉลียง ประดับด้วยไม้ฉลุลายฝีมือละเอียดงดงาม เท้าแขนรองรับพื้นเฉลียง ทำเป็นไม้ทรงมุมฉากฉลุลายเป็นวงขด ซึ่งเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมที่นิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าอาคารหลังนี้ไม่ได้รับการซ่อมแซม จึงไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม หากแต่ความงดงามยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

และแล้วทีมงาน "นายรอบรู้" (น้อย) ก็ได้เดินมาถึงย่านสุดท้าย นั่นคือ "ย่านสรรพศาสตร์" ที่ยังเหลือ "ซุ้มประตูวังกรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจ" ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของย่านนี้

ซุ้ม ประตูวังของกรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจ สร้างขึ้นโดยเจ้ากรมช่างมหาดเล็กหรือช่างทองหลวง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงที่อิทธิพลของศิลปะตะวันตกกำลังเฟื่องฟู เห็นได้จากสถาปัตยกรรมจากซุ้มนี้ โดยตัวซุ้มทำเป็นกรอบประตูโค้งประดับแผ่นปูนปั้นที่กึ่งกลาง หน้าบันซุ้มเป็นวงโค้งซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ภายในหน้าบันเจาะเป็นช่อง กึ่งกลางเป็นช่องโปร่ง ตั้งรูปหล่อเทพธิดากรีกชูโคมไฟ รูปทรงเหมือนหม้อมีฝาครอบ

การเดินทาง
รถประจำทางสาย 2, 6, 9, 10, 12, 15, 35, 39, 42, 44, 47, 59, 60, 64, 70, 124, 157, ปอ. 8, 42, 44, 59, 60, 79, 157, 503, 509, 511 และ 512
แหล่งข้อมูล
-
เดินถนน ชมย่านเก่า
- www.bangkokbiznews.com
- www.manager.co.th

เรื่องและภาพ : ทีมงาน "นายรอบรู้" (น้อย)
http://www.nairobroo.com/76/modules.php?name=News&file=article&sid=830

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น